วัดในเชียงใหม่เย็นก๋าย เย็นใจ๋ แอ่วเจียงใหม่ เวียงพงค์ศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

หัวข้อ :

เกี่ยวกับหน่วยงาน

     สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เดิมชื่อศูนย์พลศึกษาและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมด 127 ไร่ ภายในมีสถานที่ให้บริการแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น สนามฟุตบอล, โรงยิมเนเซี่ยม, ลานเอนกประสงค์,หอพักนักกีฬา, สระว่ายน้ำ, สนามเทนนิส, สนามบาสเก็ตบอล,สนามมวย, สนามเปตองเพื่อให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชน มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดให้ใช้สถานที่ในออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นประจำทุกวัน และยังมีอุปกรณ์กีฬาให้ยืม นอกจากนี้เรายังมีห้องออกกำลังกายที่พร้อมไปด้วยอุปกรณ์อันทันสมัยไว้ให้บริการทุกท่านที่มาใช้บริการสถานที่ของเราและเพื่อให้การบริการด้านสถานที่และอุปกรณ์กีฬา ของศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดเชียงใหม่เป็นไปอย่างครบวงจร ทางศูนย์การท่องเที่ยวฯ ยังมีบริการทางด้านบุคลาการพลศึกษา กรรมการผู้ตัดสิน และวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ

 

วิสัยทัศน์ 

     ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ยั่งยืน ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิต"

 

พันธกิจ

     1. ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานที่ดีและมีคุณภาพอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ของประชาชน

     2.ส่งเสริม สนับสนุน ให้เยาวชน และประชาชนได้เล่นกีฬาและออกกำลังกายอย่างทั่วถึงและเป็นวิถีชีวิต 

     3. ส่งเสริมพัฒนาการกีฬาให้มีมาตรฐานและพัฒนาการกีฬาสู่ความเป็นเลิศและอาชีพ

 

สถานที่ของเรา

     สถานที่ของเรามีที่ตั้งอยู่ 2 แห่ง   แห่งแรกอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่  ภายในศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่  ถนนโชตนา  เส้นทางไปอำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่  

อาคารสำนักงาน    
สระว่ายน้ำ สนามเทสนิส สนามมวย

       แห่งที่ 2 ตั้งอยู่ที่ ตำบลยุหว่า  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่  ภายในสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่  แห่งนี้มีสนามกีฬาและสถานที่ให้บริการในการออกกำลังกาย  การจัดการแข่งขันกีฬา ตลอดจนการจัดกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ  อาทิเช่น  การอบรม  การเข้าค่าพักแรม  และอื่น  โดยมีรายละเอียดสถานที่ดังนี้

อาคารสำนักงาน สวนสุขภาพ โรงยิมเนเซี่ยม
สระว่ายน้ำ สนามเทสนิส สนามมวย
สนามฟุตบอล สนามเปตอง หอพักนักกีฬา

ผู้บริหาร

 

ผู้บริหาร

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

 

นายสุธน   วิชัยรัตน์

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

 

   

นายจิรวัฒน์  วิศิษฐ์ผล

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

 

นางวรรณา  ผุสดี

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

 

ข้าราชการ

ข้าราชการ

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

นางสาวชวนพิศ  เมืองวงค์

เจ้าพนักธุรการ ชำนาญงาน

 

นายจักรพงษ์  สิทธิหล่อ

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

ปฏิบัติการ

 

 

       

 

นางสาวภาวิไล   ชลามาตย์

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

ปฏิบัติการ

 

นายทวีวิทย์   รัตนวิจิตร

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

ปฏิบัติการ

 

 

 

 

ลูกจ้างประจำ

ลูกจ้างประจำ

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

 นนายวรวิทย์  ยุทธภิญโญ

พนักงานขับรถยนต์

 

นายสมจิตต์   คำปัน

พนักงานขับรถยนต์

นายศักรินทร์  อินต๊ะแสน

พนักงานขับรถยนต์

นางแสงหล้า  วิชัยคำ

พนักงานธุรการ

 

นายนันทพล  ชาวเชื้อ

พนักงานธุรการ

 

นายไชยวัฒน์  ไชยมงคล

พนักงานบริการเอกสาร

 

นายสนิท   ใหม่จันทร์แดง

ช่างปูน

 

นายทวีป   สืบสงัด

ช่างไม้

 

 

 

 

 

 

 

นางสาวสุวสินี  บัวสาย

พนักงานราชการ

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่จ้างเหมา

 


นางสาวพรทิพย์  แสงขันธุ์

เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี

นางสาววิไล  แก้วมา

เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี

นางสาวณัฐธิดา  กระจ่างรัตน์

เจ้าหน้าที่สถิติ

นางสาวอุไรวรรณ ยาวิลาศ

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว

 

นางสาวอิสยาภรณ์ เชื้อตรง

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว

 

นางสาวทิวาพร  ปภพธนานนท์

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน

 

 

 

 

 

 


บุคลากร ศูนย์แก้ไขปัญหาการหลอกลวงและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

 

 

  

นางสาวณัฐชา  เฉิดพงษ์ตระกูล

หัวหน้าศูนย์แก้ไขปัญหาฯ

 

 

 

นางสาววิริยา  วชิรานุวัฒน์

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นายธีร์   เรือนน้อย

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นางสาวจารุวรรณ ชัยมณี

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

       

นายก่อพงษ์  ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นางสาววัชราพร  สุทธิสมบัติ

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นางสาวศรุติกานต์  เที่ยนไชย

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

 

 

นางสาวกชกร  นะวรรณ

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นางสาวสิรินทิพย์   วรรณะ 

เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาฯ

 

นางสาวเสาวลักษณ์  ศรีวิชัย

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ

 

 

นางสาวสกาวเดือน  เตจ๊ะคง 

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ

 

 

 

 

รู้จักเชียงใหม่

              



     เชียงใหม่ หรือ "นพบุรีศรีนครพิงค์" นับเป็นศูนย์กลางของจังหวัด ทางภาคเหนือของประเทศ เป็นเมืองตากอากาศและเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไม่เพียงแต่ ในประเทศ แต่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก

 

     เนื่องจากเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวและ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ผู้มาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก หลายล้านคนในแต่ละปี เชียงใหม่มีอดีตอันรุ่งเรือง เนื่องจากตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ซึ่งไหลลงมาถึงปากอ่าวไทย จึงเป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับอาณาจักรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักร ล้านช้างของลาวหรืออาณาจักรสุโขทัยทางตอนใต้ รวมถึงแว่นแคว้นต่างๆ มีการแลกเปลี่ยน ความรู้และการศึกษา ทั้งทางด้านศาสนา สถาปัตยกรรรม และการค้า ส่งผลให้มีวิทยาการที่ น่าสนใจเป็นของตนเอง 

 

     ในอดีตมักมีพ่อค้าเงี้ยวจากพม่าและพ่อค้าจีนฮ่อจากยูนนาน เดิน ทางด้วยขบวนม้าต่าง วัวต่าง ล่องลงใต้มาค้าขายในเชียงใหม่อยู่เสมอๆ ปัจจุบัน เชียงใหม่ ก็ยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม มีเส้นทางรถไปถึงยังจังหวัดต่างๆรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง มีท่าอากาศยานนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ สามารถ เดินทางไปยังคุนหมิงและยูนนานของจีน ร่างกุ้งของพม่า และหลวงพระบางของลาว  ถ้าสามาถมองเชียงใหม่จากทางอากาศจะพบว่าประกอบด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ สูงต่ำสลับซับซ้อนต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัย กับเทือกเขาในแควันยูนนานของจีน ส่วนใหญ่เป็นแนวยาวขนานกันตามทิศเหนือ-ใต้ มีที่ราบอยู่ในหุบเขาซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านตามริมแม่น้ำเป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของชุมชนล้านนา โดยเฉพาะแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นอู่ข้าวอู้น้ำอย่างดี ส่วนทางตอนเหนือมีแอ่งที่ราบลุ่มฝาง ทางตอนใต้มีแอ่งที่ราบลุ่มแม่แจ่ม ซึ่งมีชุมชนที่ยังดำรงวัฒนธรรมอันงดงามไว้อย่างต่อเนื่องบนเทือกดอยติดกับประเทศพม่า เป็นเส้นทางที่ชาวเขาใช้เดินทางข้ามไปมา รวมทั้งมีการลงหลักปักฐานมานนับพันปี อย่างไรก็ตามชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับต่างประเทศ ก็เป็นแหล่งลักลอบขนย้ายยาเสพติดดังที่เป็นข่าวอยู่เสมอ ๆ

 

     ด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยเทือกดอยอันเป็นภูมิประเทศที่สวยงาม ประกอบกับที่ตั้งซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศซึ่งทุกปีในช่วงฤดูหนาวจะมีความกดอากาศสูงแผ่มาปกคลุม ทำให้เชียงใหม่มีอากาศหนาวเย็นสบาย จึงมีผู้ต้องการมาพักอาศัยและท่องเที่ยวในฤดูหนาวเป็นอย่างมาก โดยมีการสร้างบ้านพักตามอากาศ หรือรีสอร์ตต่าง ๆ กิจการอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นและส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมในเมืองลดลง จนต้องขยายที่ทำกินไปในเขตภูเขา บุกรุกเข้าไปในเขตป่าไม้ จนเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน

 

     นอกจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมบริการอื่น ๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร แม้แต่งานหัตถกรรมที่เคยเป็นเพียงอุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การแกะสลัก การทำเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ปัจจุบันจึงเริ่มมีการซื้อหาวัตถุดิบจากจังหวัดอื่น ๆ รอบข้าง แม้กระนั้นก็ตามเชียงใหม่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรพัยากรธรรมชาติ ทั้งภูเขาสูง ป่าไม้ และสายน้ำ เชียงใหม่จึงเป็นดินแดนประหนึ่งเมืองในฝันที่เล่าขานกันถึงวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนซึ่งมีจิตใจโอบอ้อมอารี บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น อากาศสดชื่น และงดงามด้วยทิวทัศน์ทางธรรมชาติ เชียงใหม่จึงเป็นเมืองที่ทุกคนใฝ่ฝันจะเดินทางไปเยือนเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์แก่ชีวิตอยู่เสมอ

สภาพภูมิประเทศ

                  

 

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 310 ม. อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 750 กม. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและเทือกเขา โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยอินทนนท์ สูงประมาณ 2,565 ม.
พื้นที่ 20, 107.057 ตร.กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับรัฐเซียงตุงของประเทศพม่า
ทิศใต้  ติดกับ จ.ลำพูน และจ.ตาก
ทิศตะวันออก ติดกับ จ.ลำปาง จ.เชียงราย และจ.ลำพูน
ทิศตะวันตก ติดกับ จ.แม่ฮ่องสอน
แม่น้ำ
คนเชียงใหม่นิยมเรียกแม่น้ำว่า “น้ำแม่” โดยมีแม่น้ำสำคัญอยู่หลายสาย เช่น
แม่น้ำปิง มีความยาวตลอดสาย 600 กม.
แม่น้ำกก มีความยาวตลอดสาย 180 กม.
แม่น้ำแจ่ม มีความยาวตลอดสาย 170 กม.
แม่น้ำแม่ตื่น มีความยาวตลอดสาย 150 กม.
แม่น้ำแม่แตง มีความยาวตลอดสาย 135 กม.
แม่น้ำแม่งัด มีความยาวตลอดสาย 100 กม.
ภูมิอากาศ
แบ่งออกเป็นสามฤดู
ฤดูฝน - เดือนมิ.ย.-ต.ค. มีฝนตกชุก เนื่องจากมีสภาพเป็นภูเขาสูง และมีป่าต้นน้ำจำนวนมาก  ทำให้ความชุ่มชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะบนยอดดอยมีฝนตกเกือบทุกวัน
ฤดูหนาว - เดือน พ.ย.-ก.พ. อากาศไม่หนาวจัดมาก ท้องฟ้าแจ่มใสมีแดดตลอดวัน มีหมอกลงบ้างในตอนเช้า เป็นฤดูที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันมาก อุณหภูมิต่ำสุดโดยเฉลี่ยประมาณ 14 องศาเซลเซียส  แต่ถ้าบนยอดดอยอาจต่ำลงถึง 4 องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน - เดือน มี.ค.-พ.ค. อากาศจะร้อนมากในช่วงกลางวันเนื่องจากสภาพเป็นแอ่งกระทะ ในช่วงกลางคืนอากาศจะเย็นลง อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส
   

สภาพธรรมชาติ

                

 

     เชียงใหม่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย แต่มีพื้นที่เพียงร้อยละ 30.9 เท่านั้นที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มและที่ราบเชิงเขา ส่วนอีกเกือบร้อยละ 70 เป็นภูเขา ทางด้านเหนือมีทิวเขาแดนลาว ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่มณฑลยูนนานประเทศจีน ทอดตัวลงมาเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างไทยกับพม่า ยอดเขาที่รู้จักกันดีคือดอยผ้าห่มแก ดอยอ่างขาง ดอยปู่หมื่นทิวเขาผีปันน้ำเป้นทิวเขาที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำปิงต่อกับทิวเขาแดนลาวเป็นแนวยาวไปทางตะวันออกเฉียงใต้จดทิวเขาหลวงพระบาง ส่วนทิวเขาถนนธงชัย มีอาณาเขตตั้งแต่ จ.กาญจนบุรี ทอดยาวขึ้นไปทางเหนือจดกับทิวเขาแดนลาวทางตอนบนของ จ.เชียงใหม่ มีสามทิวเขาย่อย คือถนนธงชัยตะวันตก ถนนธงชัยกลางและถนนธงชัยตะวันออก

 

     ด้วยสภาพที่มีทิวเขาเป็นจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เชียงใหม่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งที่เที่ยวทางธรรมชาติ รวมถึงยอดดอยสูงติดอันดับของประเทศ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยปุย เป็นต้น เหล่าเทือกทิวเขานี้เองเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากมีเส้นทางเดินป่าอันหลากหลาย ณ จุดยอมดอยต่าง ๆ ก็สามารถชมทิวทัศน์ ทะเลหมอก ได้อย่างงดงาม 

 

     ภูเขาเหล่านี้มีทั้งภูเขาหินแกรนิต ภูเขาหินปูน ซึ่งปกคลุมด้วยป่าไม้หลากหลายชนิด ได้แก่ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีไม้มีค่าจำนวนมาก ทั้งไม้สัก ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้เต็ง ไม้รังป่าดงดิบซึ่งมีทั้งป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบเขา ป่าสนเขา คนไทยสมัยก่อนรู้จักเชียงใหม่ดีในฐานะเมืองที่มีป่าสักใหญ่ที่สุดในประเทศ และแหล่งทำไม้มีค่า เช่น ยาง ตะเคียน กระบาก ฯลฯ

 

     ภายในป่าเหล่านี้ยังเป็นแหล่งกล้วยไม้สำคัญของประเทศ กล้วยไม้ที่มีดอกสวยงามและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เช่น ฟ้ามุ่ย  ช้างน้าว ช้างกระ สามปอยดง เอื้องผึ้ง เอื้องแซะ เข็มแดงและอีกหลายชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขาแถบนี้ ส่วนสัตว์ป่านั้นก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งเสือ ช้าง กระทิง เก้ง กวาง หมาป่า รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ตามพื้นที่ทั่วจังหวัด

 

     ป่าเหล่านี้ยังเป็นป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำปิง ที่นอกจากจะไหลมาหล่อเลี้ยงภาคเกษตรกรรมของเชียงใหม่แล้ว ยังไหลมารวมกับแม่น้ำวัง ยม และน่าน ก่อเกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอันยิ่งใหญ่ของประเทศ แหล่งต้นน้ำสำคัญอื่น ๆ เช่น แม่น้ำฝางทางตอนเหนือ แม่น้ำแม่แตงทางตอนกลาง แม่น้ำแม่กลาง แม่น้ำแม่แจ่มทางจอมทอง ลำน้ำแม่ตื่นทางตอนล่างแถบ อ.อมก๋อย หลายแห่งกลายเป็นจุดล่องแก่งล่องแพ

 

     ส่วนตามพื้นที่ราบต่าง ๆ ได้รับปุ๋ยอันอุดมสมบูรณ์ที่แม่น้ำพัดพามาทุกปี จึงสามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้เป็นจำนวนมาก ทั้งข้าวกระเทียม โดยเฉพาะผลไม้ที่ชอบอากาศหนาว เช่น ลำไย และลิ้นจี่ยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งสถานีวิจัยพืชผักเมืองหนาวของโครงการหลวง จึงทำให้เชียงใหม่สามารถพัฒนาการเกษตรในที่สูงซึ่งมีอากาศหนาวได้ดีขึ้น ปัจจุบันจึงมีผลผลิตที่เป็นพืชต่างประเทศ เช่น สตรอเบอรี แอปเปิ้ล พลับ เห็ดหอม รวมถึงดอกไม้หลากหลายชนิดจากธรรมชาติ  เช่น กล้วยไม้ กุหลาบ ก็ได้รับการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมา รวมทั้งไม้ดอกเมืองหนาวอย่างทิวลิป ลิลลี่ ฮอลลี่ฮ็อก เบญจมาศ และอื่น ๆ ทำให้เชียงใหม่สวยสดขึ้นมากในฤดูหนาว

ประวัติความเป็นมาของเชียงใหม่

                 

 

     เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ในตำนานแรก ๆ ที่กล่าวถึงเชียงใหม่ อย่างตำ นานว่าด้วยพระธาตุในล้านนา กล่าวถึงลัวะว่าเป็นชนพื้นเมืองมาก่อน ตำนานมูลศาสนา   ชินกาลมาลีปกรณ์และจามเทวี วงศ์ กล่าวเปรียบเทียบลัวะว่าเป็นคนเกิดในรอยเท้าสัตว์ ด้วยเหตุที่ลัวะถือเอารูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ ตำนาน รุ่นหลังอย่าง ตำนานสุวรรณคำแดงหรือตำนานเสาอินทขิล    เล่าว่าลัวะเป็นผู้สร้างเวียง เจ็ดลิน เวียงสวนดอก และเวียงนพบุรีหรือเชียงใหม่ ลัวะจึงน่าจะเป็นชนกลุ่มแรกที่สร้างเมือง แต่ก่อนหน้าที่ก็คงมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนแล้วแต่ยังไม่เป็นเมืองเต็มรูปแบบ

 

     ในขณะเดียวกันที่ลำพูน ก็มีเมืองชื่อหริภุญไชย ตามตำนานการสร้างเมืองกล่าวว่า พระนางจามเทวีวงศ์ ธิดากษัตริย์เมืองละโว้เสด็จขึ้นมาครองหริภุญไชยใน พ.ศ. 1310-1311 ครั้งนั้นพระนางได้พาบริวารข้าราชบริพารที่เชี่ยวชาญในศิลปวิทยาการต่างๆขึ้นมาด้วย หริภุญไชย จึงได้รับเอาพุทฑศาสนาและศิลปวัฒนธรรมละโว้มาใช้ในการพัฒนาจนเจริญขึ้นเป็นแคว้นใหญ่ 

 

     จวบจน ประมาณปี พ.ศ. 1839 พญามังราย ผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก หรือลวจักราช เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาว ครองเมืองเงินยางซึ่งได้แผ่อำนาจครอบลุมลุ่มแม่น้ำกก และได้สร้างเวียงเชียงราย ขึ้นเป็นกองบัญชาการซ่องสุมไพร่พลเพื่อยึดครองหริภุญไชย เนื่องจากหริภุญไชยเป็นเมืองศูนย์กลาง ความเจริญและเป็นชุมทางการค้า พญามังรายได้เข้ายึดครองหริภุญไชย แล้วประทับอยู่เพียง 2 ปี ก็ทรงย้ายไปสร้างเวียงกุมกาม ใน พ.ศ. 1837 ก่อนจะย้ามาสร้างเวียงเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1839 โดยได้ร่วมกับพระสหายคือ พญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ร่วมกันสถาปนา "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ขึ้น

 

     พญามังรายได้พัฒนาเมืองเชียงใหม่ทั้งการก่อสร้างวัดวาอาราม มีการตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงรับเอาพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักร ซึ่งทำให้พระภิกษุในล้านนาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก สมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 อาณาจักรล้านนาได้ขยายออกไปอีกอย่างกว้างขวางพร้อมกับได้ผูกสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมัยของพระเจ้าติโลกราชนี้เองที่ได้มีการสัยคายนาพระไตรปิฏขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

 

     อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในปลายสมัยพญาเมืองแก้ว เนื่องจากทำสงครามกับเชียงตุงพ่อยแพ้เสียชีวิตไพร่พลเป็นอันมากประกอบกับเกิดอุทกภัย กระทบถึงความมั่นคงของอาณาจักร เมืองในการปกครองเริ่มตีตัวออกห่าง พ.ศ. 2101 ในสมัยมหาเทวีจิรประภา กษัตริย์องค์ที่ 15 พม่าได้ยกกองทัพมาตีเชียงใหม่ เพียง 3 วันก็เสียเมือง และกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่ายาวนานถึง 216 ปี

 

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2317 พญาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละ ได้ร่วมกันต่อต้านพม่า และอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ยกทัพมาขับไล่พม่าพ่ายแพ้ไป ต่อมาในสมัยสมด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงแต่งตั้งพระเจ้ากาวิละขึ้นครองเมืองในฐานะเมืองประเทศราช พระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเชียงใหม่จนมีอาณาเขตกว้างขวาง การค้าขายรุ่งเรือง ขณะเดียวกันก็จัดส่งบรรณาการ ส่วยสิ่งของและอื่น ๆ ให้แก่กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองและขุนนางระดับสูง

 

     ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่ออิทธิพลตะวันตกแผ่เข้ามาในเมืองไทย มีการปฏิรูปการปกครอง โดยผนวกดินแดนล้านนาเข้าเป้นมณฑลพายัพ แต่ก็ยังเป็นเมืองประเทศราชในอาณัติราชอาณาจักรสยาม ตรงกับรัชสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ และรัชกาลที่ 5 ได้ทรงขอเจ้าดารารัศมี ธิดาของเจ้าอินทวชยานนท์ไปเป็นชายา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

     เมื่อมีการสร้างทางรถไฟขึ้นในเวลาต่อมา ส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวยิ่งขึ้นและใกล้ชิดกรุงเทพฯ มากขึ้น ในปี พ.ศ.2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มณฑลเทศาภิบาลถูกยกเลิกเชียงใหม่มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่ง หลังจากนั้นเชียงใหม่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีความสำคัญรองจากกรุงเทพฯ เท่านั้น

ศิลปะและวัฒนธรรม

                

 

 

 

           เชียงใหม่มีอายุกว่า 700 ปีมาแล้ว ทางด้านสถาปัตยกรรม ตั้งแต่โบราณมาแล้วที่เชียงใหม่รับเอารูปแบบการสร้างบ้านแปงเมืองมาจากหลายท้องถิ่น สังเกตได้จากการก่อสร้างวัดวาอาราม โบสถ์  วิหารต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลจากละโว้ พม่า ไทยใหญ่ ผสมกลมกลืนกันจนเป็นรูปแบบพิเศษของล้านนาซึ่งมีทั้งงานไม้  งานปูนปั้น ประดับกระจก โดยเฉพาะเครื่องไม้ เนื่องจากเชียงใหม่มีป่าไม้จำนวนมหาศาล จึงเกิดการฝึกปรือฝีมือในการทำงานไม้ขึ้นอย่างดี
 

              ในเชิงช่าง งานศิลปหัตถกรรมของเชียงใหม่ก็โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากมีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ และมักมีช่างฝีมืออยู่ด้วยจำนวนมาก รวมทั้งด้วยความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ  ของล้านนา จึงมีช่างเครื่องเงินจากวัวลายในรัฐฉานอพยพมาตั้งรกราก (สมัยก่อนการค้าขายจะใช้โลหะ “เงิน” เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า) และสร้างสรรค์เครื่องเงินอันเป็นเอกลักษณ์  ด้วยการผสมผสานลวดลายทั้งแบบเชียงใหม่ ลายเมืองดอกฝ้าย หรือพวกทรงม่าน ลายม่าน ที่งดงามแปลกตาขึ้น

              นอกจากนี้ยังมีชาวไทยเขินซึ่งมาจากเซียงตุง นำเครื่องเขินเข้ามาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
ของชาวเชียงใหม่ งานหัตถกรรมอื่น ๆ เช่น การทอผ้า ทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม ได้พัฒนา  รูปแบบเป็นของตนเอง อย่างผ้าชิ้นตีนจกแม่แจ่ม หรือ “ฝ้ายตอมือ” ที่ทอใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในทุกพื้นที่ งานจักสานเครื่องใช้ไม้สอยจากไม้ใผ่ก็มีจำนวนมาก เพื่อใช้บรรจุผลิตผลทางการเกษตร    อีกทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีป่าไผ่มาก ซึ่งไผ่ทางภาคเหนือมีชนิดที่มีลำต้นอวบใหญ่ เนื้อหนาใช้ประโยชน์ได้มาก การทำกระดาษสาเพื่อนำไปทำร่ม รวมถึงการที่มี   “ดิน” ดีสามารถนำมาใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาได้หลากหลายรูปแบบ
 

              งานแกะสลักไม้ก้เป็นงานที่ “สล่า” หรือช่างชาวเชียงใหม่เชี่ยวชาญ แม้แต่เด็ก ๆ ก็สามารถแกะสลักไม้ได้ และด้วยศรัทธาต่อศาสนาอย่างแรงกล้า สิ่งประดับวิหาร ศาลา โบสถ์ จึงเป็นของ  ที่ทำขึ้นอย่างดีที่สุด งามที่สุด ซึ่งยังพบเห็นได้ทั่วไปในทุกอำเภอ
 

              เชียงใหม่ยังมีประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยเฉพาะชนกลุ่มใหญ่ที่เป็นชาวไทยโยน หรือไทยยวน มีประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ในรอบปีมีทั้งการเถลิงศก  ในวันปี๋ใหม่เมืองหรือวันสงกรานต์ การบูชาเสาอินทขิลเมื่อเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก ความคิดเรื่องการปันแบ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็เห็นได้จากประเพณีตานก๋วยสลาก หรือบุญข้าวล้นบาตร ที่ถวายสิ่งของ   ข้าวสาร แก่พระภิกษุสามเณร และยังเผื่อแผ่ไปถึงคนยากคนจน
 

              ประเพณีเฉพาะของเชียงใหม่ยังมีอีกมากทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับ “ผี” และ “ศาสนา” เช่น การลอยโคมเพื่อลอยความทุกข์ ก็ร่วมอยู่กับการฟังเทศน์มหาชาติ จุดผางประทีปเพื่อดบูชาศาสนา  หรือการไหว้พระธาตุ คนทุกคนมีพระธาตุประจำปีเกิด เช่น คนเกิดปีจอต้องไปไหว้พระธาติจุฬามณีบนสวรรค์ เป็นต้น มีการทำตุงหรือธงยาว เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่งานบุย งานบวช   จงถึงงานศพ

              คนเมืองมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งภาษาพูดที่เรียกว่า “คำเมือง” ซึ่งมีสำเนียงแตกต่างกันออกไปอีกตามท้องถิ่น และภาษาเขียน “ตัวเมือง” ซึ่งมักจะจารอยู่ใน “ปั๊บสา” คัมภีร์ใบลาน  ที่พระภิกษุใช้อ่านเขียนเรียนพระธรรม และใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ตำนานจามเทวีวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์
 

              นอกจากนี้ยังมีดนตรีและการละเล่นพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การตีกลองสะบัดชัย ซึ่งใช้เป็นสัญญาณออกศึก บอกข่าวในชุมชน หรือเป็นเครื่องประโคมฉลองชัย มีการเล่น “ค่าวซอ”   ร้องบอกเล่าเรื่องราวคล้ายกับเพลงฉ่อยของภาคกลางหรือการ “ลำ” ของอีสาน มีเครื่องดนตรีเฉพาะ เช่น สะล้อ ที่คล้ายซอของภาคกลาง และมีซึงที่คล้ายกีตาร์ รวมกับเครื่องเป่า เครื่องเคาะอื่น ๆ  วงสะล้อ-ซึงเล่นได้ทุกงาน พบอยู่เสมอทั้งในร้านอาหาร ศูนย์การค้าแม้แต่ภายในงานบุญตามบ้าน
 

              ในงานบุญ งานปอย มักมีการฟ้อนประกอบ ซึ่งมีการฟ้อนพื้นเมือง ฟ้อนม่าน และฟ้อนเงี้ยว ที่พบเห็นกันบ่อยคือ การฟ้อนดาบ การฟ้อนเชิง เป็นการแสดงท่าทางการต่อสู้ ส่วนการฟ้อนสาวไหม ฟ้อนแล็บ ฟ้อนเทียน คิดค้นดัดแปลงขึ้นภายหลัง

เทศกาลและงานประเพณี

เดือน ช่วงวัน เทศกาล/งาน
มกราคม ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ช่วงปลายเดือน. ประเพณีทานหลัวหิงไปพระเจ้า งานไม้แกะสลักบ้านถวาย
กุมภาพันธ์   งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ
มีนาคม   งานร่มบ่อสร้าง
เมษายน ช่วงต้นเดือน 13 ? 15 เม.ย. งานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมล้านนา งานสงกรานต์
พฤษภาคม ปลายเดือน 6 ต่อ เดือน 7 ประเพณีเข้าอินทขิล
มิถุนายน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทอง
กรกฏาคม    
สิงหาคม   การชนกว่าง
กันยายน    
ตุลาคม    
พฤศจิกายน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ประเพณียี่เป็ง
ธันวาคม   งานมหกรรมอาหาร

ฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและกีฬา