วัดในเชียงใหม่เย็นก๋าย เย็นใจ๋ แอ่วเจียงใหม่ เวียงพงค์ศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

หัวข้อ :

อำเภอเมืองเชียงใหม่

คำขวัญ ของอำเภอเมืองเชียงใหม่

1. อนุสาวรีสามกษัตริย์

      ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเชียงใหม่  อยู่ด้านหน้า หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ใกล้กับ วัดอินทขีลสะดือเมือง เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งการระลึกถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ของ พญามังราย และพระสหายทั้งสอง คือ พญางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา และ พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) เจ้าเมืองสุโขทัย เมื่อครั้งพระองค์ทรงย้ายเมืองจากเวียงกุมกาม มาสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นอันเป็นชัยภูมิที่ดีกว่า โปรดฯ ให้สร้างที่ประทับชั่วคราวขึ้นบริเวณวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน และได้ร่วมกับพระสหายทั้งสองสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1839 จนแล้วเสร็จในปีเดียวกัน ซึ่งขนานนามเมืองที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่พระบรมราชานุสาวรีย์หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง โดยมีความสูง 2.70 เมตร ออกแบบและทำการปั้นหล่อโดยอาจารย์ ไข่มุกด์ ชูโต พระบรมรูปประกอบด้วย พญามังรายประทับกลางเป็นประธาน พญาร่วงประทับอยู่เบื้องซ้าย พญางำเมืองประทับอยู่เบื้องขวา

สถานที่ตั้ง  ถ.พระปกเกล้า ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

2. อนุสาวรีครูบาศรีวิชัย

      

     ครูบาศรีวิชัยเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกการสร้างถนนขึ้นไปถึงพระบรมธาตุดอยสุเทพ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยตั้งอยู่บนทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว ผู้ที่จะขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพมักจะลงนมัสการอนุสาวรียครูบาศรีวิชัยเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน2477 และแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2478 รวมระยะทางจากเชิงดอยไปถึงวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ประมาณ 10 กิโลเมตร

3. พระบรมธาตุดอยสุเทพ

   

     วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอด ดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีความสำคัญมากที่สุด ในวัดมีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน   วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัตรสามรอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้ทรงโปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ     ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร

3. วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

      

     เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระสิงห์ฯ เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"     พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 ขั้นแรกให้ก่อสร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก 2 ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ" สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญมาถึงหน้าวัด ช้างก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมา จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ประชาชนทางเหนือนิยมเรียกพระพุทธสิหิงค์ ว่า "พระสิงห์" จึงเป็นที่มาของชื่อ "วัดพระสิงห์" ในปี พ.ศ. 2360 พระญาธัมมลังกา หรือพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ โปรดให้บูรณะพระอุโบสถและพระเจดีย์   ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย พร้อมด้วยครูบาศรีวิชัย และประชาชนชาวเชียงใหม่ ได้ร่วมกันบูระฃณะปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์อีกครั้ง และได้มีการขุดพบสิ่งของมีค่ามากมาย อาทิ แผ่นทองคำจารึกเรื่องราวต่างๆ โกศบรรจุอัฐิพระญาคำฟู แต่สิ่งของเหล่านี้สูญหายไปในช่วงสงครามเอเชียบูรพา และในปี พ.ศ. 2493 วัดพระสิงห์(ศาสนา) ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร

สถานที่ตั้ง   ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

4. ถนนคนเดินท่าแพ

       

     ตั้งอยู่บริเวณประตูเมืองท่าแพ   ต่อไปยังถนนราชดำเนิน     เป็นถนนคนเดินที่ดังและใหญ่ที่สุด   เปิด เฉพาะ วันอาทิตย์ เวลาประมาณ 17.00 - 22.00 น. เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่  มีสินค้าให้เลือกสรร มากมายหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น สินค้าพื้นเมือง จำพวกเครื่องประดับตกแต่ง เสื้อผ้า ของที่ระลึก กระเป๋า ผ้าพันคอ โคมไฟ ฯลฯ  หรือจะเป็นสินค้าแฟชั่นก็มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป รวมทั้งของกิน เช่น ขนมจีนน้ำเงี้ยว/น้ำยา ของ ทานเล่น โรตี ฯลฯ หากมาเยือนในช่วงอากาศหนาว ๆ เดินเที่ยวกาดกลางคืน ถนนคนเดินเชียงใหม่ก็เพลิดเพลินไปอีก แบบหนึ่ง ซึ่งที่นี่เป็นถนนคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่และได้รับ ความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ

5. เครื่องเงิน/เครื่องเขิน

      

     เป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายแหล่งใหญ่  ตั้งอยู่ที่ ถ. วัวลาย  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่   เครื่องเงินในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นของชิ้นใหญ่ ทำแบบโบราณ เช่น ขันน้ำ พานรอง เข็มขัดเงิน มีการดุนลายอย่างประณีตงดงาม  ราคาค่อนข้างสูง  โดยคิดราคาตามน้ำหนักเงิน   แต่พวกเครื่องประดับอย่างเช่น กำไล  ตุ้มหู  สร้อย  โชกเกอร์  กลับได้รับความนิยมมากกว่า       มีการผลิตเครื่องประดับเงินลวดลายโบราณ คือลายดอกพิกุล และลายดอกสี่เสา ลักษณะลายดอกพิกุลแต่ต่อดอกติดกันสี่ด้าน สำหรับกำไลที่นิยมมากเป็นกำไลเงินเกลี้ยงหรือแบบที่ไม่มีลวดลายมาก สนนราคามีตั้งแต่ 150 บาทไปจนถึง 2,000 บาท    นอกจากนี้ยังมีสินค้าใหม่  คือ การตอกลายจากภาพเป็นภาพเหมือนบนแผ่นเงินใส่กรอบอย่างสวยงาม ซึ่งต้องใช้เนื้อเงินมาก  น้ำหนักประมาณ 10-20 บาท โดยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ และใช้เวลาทำนาน ราคา 2,000-3,000 บาท  นอกจากนี้  บนถนนวัวลายยังมีถนนคนเดิน  ในทุกวันเสาร์  เวลาประมาณ 17.00 – 22.00 น.  มีการจำหน่วยสินค้ามากมาย  เหมือนกับถนนท่าแพ  และมีสิค้าเครื่องเงิน/เครื่องเขิน ออกมาจำหน่วยให้ชาวไทยและชาวต่างชาติด้วย

 

6. วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติวัดอุโมงค์

วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 29 ถ.ราชภาคินัย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ด้านในของกำแพงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณใกล้เคียงวัดจะมีวัดบ้านปิง วัดสำเภา วัดหมื่นล้าน ซึ่งอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก
             ในต้นฤดูหนาว ปี พ.ศ.2461 พบว่าเป็นวัดร้าง มีอาณาบริเวณไม่กว้างมากนักและมีซากอุโมงค์สำหรับเป็นที่เดินจงกรม มีความยาวประมาณ 6 เมตร กว้าง 1.1 เมตร ลึกประมาณ 2.1 เมตร มีป้ายติดอยู่กับหลักบอกชื่อว่า "วัดอุโมงค์ (เถรจันทร์)" เรียกอีกอย่างว่า "วัดโพธิ์น้อย" มีเนื้อที่ทั้งหมด 2 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา เป็นวัดที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 สิ่งสำคัญภายในวัดก็จะมี วิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนา สร้างขึ้นระหว่างปีพุทธศตวรรษ 24-25 เจดีย์องค์ใหญ่ที่อยู่หลังวิหาร
 สำหรับเจดีย์ด้านทิศใต้ของวิหารนี้ เป็นโบราณสถานที่สำคัญของวัดอุโมงค์เถรจันทร์เพราะมีศิลปกรรมที่ผิดแผกไปจากเจดีย์ทั่วๆไปของจังหวัดเชียงใหม่ ตามลักษณะของเจดีย์แล้ว คาดการณ์กันว่าอาจจะสร้างเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง เจดีย์องค์นี้น่าจะเป็นแบบอย่างของโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่ของแคว้นล้านนาไทย ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เพราะยากที่จะหาโบราณสถานใดๆในศิลปะแบบล้านนาที่จะมีอายุเก่าแก่ราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้
              ในตำนานใบลานได้จารึกไว้ว่า พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ "พระมหาเถรจันทร์" ซึ่งเป็นพระเถรผู้ใหญ่ในยุคนั้นมีความแตกฉานในทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย พระเจ้ากือนา กษัตริย์อันดับที่ 7 ของเมืองล้านนาไทย ก็ได้ให้ความเคารพนับถือพระเถรจันทร์องค์นี้อย่างสูง เมื่อพระองค์มีข้อสงสัยพระการใด ก็ทรงให้อำมาตย์ ราชบุรุษนำราชยานไปรับ เพื่อเข้าเฝ้าชี้แจงข้อสงสัย ต่อมาเมื่อ "วัดโพธิ์น้อย" ซึ่งมีพระมหาเถรจันทร์เป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จึงได้โปรดให้สร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถและพระเจดีย์อุโมงค์ ซึ่งก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.1918 และทรงตั้งชื่อว่า "วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์" บางครั้งพระมหาเถรจันทร์ไปพำนักที่วัดไผ่ 11 กอ เชิงดอยสุเทพเพื่อความสงบ เมื่อพระเจ้ากือนาทรงทราบจึงให้อำมาตย์ราชบุรุษไปสร้างวัดอุโมงค์ไว้อีกที่หนึ่ง ในปี พ.ศ.1921 พระมหาเถรจันทร์จึงได้เป็นเจ้าอาวาสทั้งสองวัด เมื่อท่านอายุได้ 77 ปี มีพรรษาได้ 56 พรรษา ท่านก็ได้มรณะภาพลงที่วัดอุโมงค์แห่งนี้ ในปี พ.ศ.1945

เสาหินอโศกจำลอง  สาเหตุที่ได้ชื่อว่าเสาหินอโศกก็เพราะว่า พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ในสมัยของพระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นมา

หลักศิลาจารึก หลักศิลาจารึก ที่บันทึกประวัติความเป็นมาของวัดอุโมงค์

พระเจดีย์ 700 ปี  เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม มีอิทธิพลจากศิลปะพม่าแบบพุกาม ต่อมาได้มีการบูรณะในสมัยพระเมืองแก้ว

 

7. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่

 

วัดสวนดอก หรือ วัดบุปผาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ โดยเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาแต่โบราณ สร้างในสมัย พญากือนา เมื่อปี พ.ศ.1914 โดยได้ทรงถวายอุทยานสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ เพื่อสร้างเป็นวัด ถวายแด่ พระสุมนเถระ พระเถระจากเมืองศรีสัชนาลัย ที่พระองค์ได้นิมนต์มาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองเชียงใหม่ โดยได้พระราชทานนามวัดว่า วัดบุปผาราม

ต่อมาหลังยุคใต้การปกครองของพม่า วัดสวนดอกได้ทรุดโทรมลง จึงมีการบูรณะวัดขึ้นในสมัย พระเจ้ากาวิละ และในสมัยเจ้าแก้วเนารัตน์โดยร่วมกับครูบาศรีวิชัย ทำการบูรณะศาสนสถาน และสร้างพระวิหารโถงหลังใหญ่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2472

ศาสนสถานและปูชนียวัตถุภายในวัดสวนดอก ประกอบด้วย

พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ประธานทรงระฆังผสมล้านนา สร้างขึ้นในสมัย พญากือนา เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระสุมนเถระอัญเชิญมาจากเมืองศรีสัชนาลัย โดยพระเจดีย์ตั้งอยู่บนลานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยม ล้อมรอบด้วยเจดีย์รายทั้งสี่ บัลลังก์ประดับกระจกสี ก้านฉัตรประดับปูนปั้นรูปพระสาวกปางลีลาอยู่โดยรอบ

 

พระวิหารหลวง เป็นพระวิหารโถงขนาดใหญ่ สร้างขึ้นโดย ครูบาศรีวิชัย และเจ้าแก้วนวรัฐ เมื่อปี พ.ศ.2472 ภายในประดิษฐาน พระเจ้าค่าคิง พระพุทธรูปที่ พระเจ้ากือนา โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อถวายไว้แทนพระองค์เอง เมื่อครั้งทรงประชวรหนัก ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย ด้านหลังพระประธานคือพระยืน ที่สร้างขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัย

พระอุโบสถ เดิมเป็นพระอุโบสถวัดเก้าตื้อ ภายหลังได้รวมเป็นวัดสวนดอก ภายในประดิษฐาน พระเจ้าเก้าตื้อพระพุทธรูปล้านนาที่มีพุทธลักษณะงดงาม สร้างในสมัย พระเมืองแก้ว โดยใช้ทองสัมฤทธิ์ในการหล่อถึงเก้าโกฏิ หรือเก้าตื้อในภาษาเหนือ ซึ่งเป็นที่มาของนามพระพุทธรูป

กู่บรรจุอัฐิครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ผู้ทะนุบำรุงวัดในล้านนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและเพื่อเป็นที่สักการะบูชา ในคราวที่ท่านได้มาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสวนดอก

กู่บรรจุอัฐิเจ้าผู้ครองนคร (ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน) แต่เดิมตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ (ตลาดวโรรส) ต่อมา ได้ทำการย้ายอัฐิพระประยูรญาติทั้งหลาย ในสมัย พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อปี พ.ศ.2452 มาไว้ ณ วัดสวนดอก

วัดสวนดอก ตั้งอยู่ที่ ถ.ศรีวิชัย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

 

8.วัดเกตการาม จ.เชียงใหม่ 

วัดเกตการาม หรือ วัดสระเกษ เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าสามฝั่งแกน โดยโปรดฯ ให้พระยาเมือง พระยาคำ และพระยาลือ สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1971 ภายในวัดมีพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นที่สักการะของชุมชน เนื่องด้วยตั้งอยู่ในชุมชนการค้าเก่าของชาวจีน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง สิ่งก่อสร้างในยุคหลังที่ได้บูรณะขึ้น จึงมีศิลปะจีนปนอยู่ ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้โบราณต่างๆ และรูปเก่าที่หาชมยาก บอกเล่าเรื่องราวเก่าของเมืองเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี

ศาสนสถานและปูชนียวัตถุภายในวัดเกตการาม ประกอบด้วย

พระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี เป็นเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา ซึ่งจำลองจากพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อให้สาธุชนได้สักการะ ฐานเจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบย่อเก็จ มีซุ้มจระนำประดิษฐานองค์พระทั้งสี่ทิศ ส่วนบนตั้งแต่ปากระฆังถึงปลียอด ประดับด้วยทองจังโกดุนลาย โดยรอบมีเจดีย์บริวารทั้งสี่มุม

พระวิหาร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงล้านนา หน้าบันประดับไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา บัวหัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นประธาน

พระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูนรูปทรงล้านนา เชิงบันไดประดับปูนปั้นรูปนาค ผนังด้านหน้าพระอุโบสถประดับปูนปั้นรูปกิเลน สิงโต ปลา และลวดลายศิลปะจีน ประตูไม้แกะสลักเป็นรูปเทวดา หน้าบันประดับด้วยลายพรรณพฤกษา

ศาลาบาตร ศาลาก่ออิฐถือปูน ผนังประดับลายปูนปั้น ภายในมีงานจิตรกรรมจีน รวมทั้งเป็นที่เก็บรักษาหางหงส์เก่าและกลองหลวง

พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม ตั้งอยู่บริเวณกุฏิเก่าเจ้าอาวาส หรือ โฮงตุ๊เจ้าหลวง สร้างขึ้นด้วยการร่วมแรงร่วมใจของทางวัดและชุมชน ในการรวบรวมเอาเครื่องใช้ต่างๆ มาบริจาคและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งล้วนแต่เก่าแก่อายุร่วมร้อยปี อันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของคนในยุคก่อนได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น พระพิมพ์ ตาลปัตร พัดยศของพระภิกษุ คัมภีร์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องครัวจากไม้ เครื่องแก้ว เครื่องเขิน เครื่องเล่นแผ่นเสียง ผ้าโบราณ และรูปถ่ายโบราณที่หาชมได้ยาก

วัดเกตการาม ตั้งอยู่ที่ ถ.เจริญราษฎร์ ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

9.  พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ตั้งอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ติดถนนเลียบคลองชลประทาน ใกล้สี่แยกตลาดต้นพยอม อยู่ในสังกัดสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการรวบรวมเรือนโบราณที่ได้จากการบริจาคหรือขายให้กับพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วยกลุ่มเรือนโบราณที่ควรค่าแก่การศึกษา อนุรักษ์ จำนวน 8 หลัง ได้แก่ 

- เรือนไทยลื้อ (หม่อนตุด) เรือนไม้ขนาดกลาง สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2460 เป็นของอุ๊ยตุด เดิมตั้งอยู่ที่บ้านเมืองลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด 
- เรือนลุงคิว เป็นอาคารสำนักงานของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม อาคารรูปทรงแบบ โคโลเนียล (Colonial) สร้างขึ้นราว พ.ศ.2465 มีหม่องตันเป็นสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง เจ้าของคือ นายอาเธอร์ ไลออนแนล เคอริเปล์ 
- เรือนกาแล(อุ๊ยผัด) เป็นเรือนกาแลขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 ช่วงเสา แต่ละช่วงเสามีความยาวน้อยกว่าเรือนกาแลแบบอื่น เรือนกาแลมีหำยนต์ ติดด้านบนของประตูห้องนอน มีไว้เพื่อทำหน้าที่เป็นยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ป้องกัน และขับไล่อันตรายต่าง ๆ จากภายนอก สร้างราว พ.ศ. 2460 เดิมตั้งอยู่ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 
- เรือนพื้นบ้านล้านนาอุ๊ยแก้ว เดิมเป็นของอุ๊ยอิ่น และอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ตั้งอยู่บ้านสันต๊กโต (สันติธรรม) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นรูปแบบเรือนของคนที่อาศัยใกล้เวียงเชียงใหม่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังเป็นแบบบ้านชนบทแต่ทำฝาและประตูหน้าต่างแบบใหม่ 
- เรือนกาแล(พญาวงศ์) เป็นเรือนไม้ขนาดกลางใต้ถุนสูง หลังคาทรงหน้าจั่ว เรือนหลังนี้เดิมเป็นของพญาวงศ์ อยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440 ลูกหลานพญาวงศ์ได้สืบทอดบ้านหลังนี้มาราว 3 รุ่น ต่อมาได้ย้ายไปปลูกไว้ในวัดสุวรรณเจดีย์ จังหวัดลำพูน
- เรือนชาวเวียงเชียงใหม่(พญาปงลังกา) เรือนไม้ขนาดกลาง ลักษณะเป็นเรือนหลังคาทรงจั่ว สองจั่วเหลื่อมกัน เรือนสองหลังร่วมพื้น ด้านตะวันตกเป็นเรือนนอนโล่งกว้าง ด้านตะวันออกเป็นเรือนครัว ระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันเป็นรางน้ำฝนเรียกว่า "ฮ่องลิน" หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา (ดินขอ) ใต้ถุนสูง ใช้เป็นที่นั่งทำงานและเป็นที่พักผ่อนเรือนพญาปงลังกาเดิมตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2439 
- เรือนทรงปั้นหยา (อนุสารสุนทร) เรือนไม้ขนาดใหญ่สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยาเหลื่อมซ้อนกันอย่างลงตัว ผสมผสานกับหลังคาทรงจั่ว เป็นมุขยื่นออกมาด้านหน้าของตัวเรือน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา (ดินขอ) ชั้นบนของตัวเรือน มีระเบียงทางเดินอยู่ด้านหน้าห้องโถงใหญ่ จนถึงด้านหลังบ้าน และภายในห้องโถงมีบันไดลงสู่ชั้นล่าง หลวงอนุสารสุนทร และนางคำเที่ยง ชุติมา ได้สร้างบ้านหลังนี้ให้บุตรชาย คือนายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร 
- ยุ้งข้าวหรือหลองข้าว เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับเรือนของชาวล้านนา ใช้เก็บข้าวเปลือกไว้กินได้ตลอดปี มีลักษณะเฉพาะเป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง มีระเบียงโดยรอบ หลังคาลาดต่ำคลุมระเบียงและมีจั่ว ยุ้งข้าวหลังนี้เป็นยุ้งข้าวของเรือนพญาวงศ์ นำมาปลูกสร้างใหม่ พร้อมกับตัวเรือนกาแล
เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน จันทร์ ศุกร์ เวลา 08.30 -16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5394 3625 โทรสาร 0 5322 2680

 

10. พิพิธภัณฑ์แมลงโลกและสิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาต

 

รวบรวมแมลงชนิดต่างๆ จากทั้งในประเทศปละต่างประเทศ เช่น ด้วง กว่าง ผีเสื้อ ตั๊กแตน นอกจากแมลงแล้ว ยังมีซากพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์ต่างๆ และหินสะสมสวยงามประเภทต่างๆ ไว้ด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้มีความเป็นพิเศษขึ้นมาอีก คือ เป็นแหล่งรวมยุงในประเทศไทยสี่ร้อยกว่าชนิดที่ใช้เวลาสี่สิบกว่าปีในการรวบรวม เพื่องานวิจัยทางการแพทย์ ที่ตั้ง 72 ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 13 (ศิริมังคลาจารย์ ซอย 3) ตำบลสุเทพ โทร. 053211891 ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 เด็ก 50 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-16.00 น.

 

 

11. พิพิธภัณฑ์รถโบราณบ้านอุ้ยเป็ง

 

    บ้านอุ๊ยเป็ง เป็นพิพิธภัณฑ์รถโบราณแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคเหนือ โดยมีรถโบราณอายุ 50-100 ปี ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ หลากหลายยี่ห้อกว่า 50 คัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ยนตรกรรมโบราณที่เคยเป็นสมบัติของบุคคลสำคัญในระดับชาติให้คงอยู่สืบไป เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป

    เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดพิพิธภัณฑ์รถโบราณ แหล่งรวบรวมรถโบราณทั้งที่มีผลิตในเมืองไทยและยุโรป รวมไปถึงรถที่เจ้าของเดิมเคยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ โดยมีอายุกว่า 100 ปี ถือเป็นพิพิธภัณฑ์รถโบราณแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคเหนือ เพื่อศึกษา อนุรักษ์และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ รับมหกรรมพืชสวนโลก ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่พิพิธภัณฑ์รถโบราณบ้านอุ้ยเป็ง หรือเรียกอีกอย่างว่า

    พิพิธภัณฑ์รถโบราณเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าจี้ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้มีการเปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้เข้าเที่ยวชมบรรดารถหลากหลายยี่ห้อที่มีอายุตั้งแต่ 50 - 100 ปี หรือตั้งแต่ปี 1921 เป็นต้นมา ทั้งรถในเมืองไทยและยุโรป จำนวนกว่า 50 คัน

    อย่างเช่น รถเมอร์เดสเบนซ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1951 เป็นต้นมา รถเซฟโรเรท (คันสีเหลือง) ที่ผลิตในอเมริกา เมื่อปี 1960 เป็นรถเปิดประทุน มีคันเดียวในประเทศไทย, รถออสติน (คันสีเขียว) ผลิตขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1921 เป็นรถเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ สปอร์ตเปิดประทุน ล้อซี่ลวด มีคันเดียวในประเทศไทย รถเพียด (สีชมพู) ที่ผลิตในประเทศอิตาลี ปี 1963 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรถโบราณอีกหลายหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อนั้นส่วนใหญ่เป็นรถที่มีเพียงคันเดียวในประเทศไทยแทบทั้งสิ้น บางคันเจ้าของเดิมเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงระดับบุคคลสำคัญของประเทศ หลายคันและหลายครั้งได้เคยรับใช้จังหวัดเชียงใหม่ออกโชว์ในงานเทศกาลต่างๆ

ซึ่งรถทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมโดย นายเกียรติศักดิ์ สิงห์ครา ผู้จัดการบริษัทเชียงใหม่ยานยนต์เซอร์วิส จำกัด ที่ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตในการค้นหาและรวบรวมไว้ พร้อมกับคิดเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา เพื่อที่ต้องการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อการอนุรักษ์ยนตกรรมโบราณที่เคยเป็นสมบัติของบุคคลสำคัญระดับชาติให้คงอยู่ต่อไป รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้แก่อนุชนรุ่นหลังและผู้ที่สนใจรักษ์รถโบราณ

 

    โดยรถทั้งหมดนี้ได้รับการอนุรักษ์และรักษาให้คงสภาพเดิมทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นตัวถังรถ เครื่องยนต์ ซึ่งถึงแม้ว่าบางคันจะไม่สามารถนำออกมาวิ่งตามท้องถนนได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคันที่สามารถนำออกมาวิ่งตามท้องถนนได้เช่นกัน

    ทั้งนี้พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะทำการเปิดให้กับประชาชนทั่วไป รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ได้แวะเยี่ยมเข้ามาถ่ายภาพเก็บไว้รวมทั้งทำการศึกษารถโบราณเหล่านี้

    โดยพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ห่างจากปากทางเข้าไปยังมหกรรมพืชสวนโลกเข้ามาทางจังหวัดเชียงใหม่ โดยขับรถเลียบคันคลองชลประทาน เพียง 500 เมตร ก็จะเห็นป้ายบอกทางให้ทราบอย่างชัดเจน ทั้งนี้ทางพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 20.00 น.

 12. คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(มหาอินทร์)

       คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(มหาอินทร์) ตั้งอยู่ที่ถนนพระปกเกล้าด้านที่ตัดกับถนนราชดำเนิน ต.ศรีภูมิ อ.เมือง เจ้าบุรีรัตน์เป็นตำแหน่งทางราชการ คุ้มเจ้าบุรีรัตน์หลังนี้คาดว่าสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2432-2436 ปัจจุบันตกเป็นของตระกูลกิติบุตรและทิพย์มณฑล ซึ่งมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดตั้งเป็นศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา

ภายใต้การดูแล จัดการ และดำเนินงาน ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพื่อเก็บข้อมูล และค้นคว้า วิจัย อันนำไปสู่แนวทางในการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง

       รูปแบบทางสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างลักษณะพื้นถิ่นและตะวันตก และเป็นแบบอย่างของสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกที่สร้างในเชียงใหม่ยุคแรก เป็นเรือนสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้บันไดอยู่ด้านนอก เสาชั้นล่างก่ออิฐหนาเป็นรูปโค้ง ฉาบปูนเป็นระเบียงโดยรอบ ชั้นบนเป็นพื้นไม้สักมีระเบียงโดยรอบ ปัจจุบันตัวอาคารยังอยู่ในสภาพดี แสดงถึงวิทยาการก่อสร้างที่แข็งแรงคงทนในอดีต

       นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งจัดเก็บ และจัดแสดงเพื่อใช้เป็นที่อ้างอิงข้อมูลของนักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการและบุคคลที่สนใจก็เปิดให้สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่แยกกลางเวียง เลขที่ 117 ถ.ราชดำเนิน ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดวันจันทร์ ศุกร์ เวลา 09.00-17.30น. โทร.0-5327-7855

 

13. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่

 

 วันเปิดทำการ:วันพุธ - วันอาทิตย์

 เวลาเปิดทำการ: 09.00 น. - 17.00 น.

 รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :

 

   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา และศูนย์กลางการศึกษา            การอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ และของภาคเหนือตอนบน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516 ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้รับการปรับปรุงทั้งเนื้อหาการจัดแสดง อาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างภายในพิพิธภัณฑ์ให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจยิ่งสถานที่ตั้ง

   ตั้งอยู่บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ (เชียงใหม่-ลำปาง) ใกล้ๆ กับวัดเจ็ดยอด รวบรวมสิ่งของที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือไว้ เช่น พระพุทธรูปสกุลช่างสมัยล้านนาต่างๆ และพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน เครื่องไม้แกะสลัก เครื่องถ้วยภาคเหนือ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวล้านนาและชาวเขาเผ่าต่างๆ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่

  พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. หยุดช่วงวันสงกรานต์ และวันปีใหม่ ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท นักเรียน นักศึกษาฟรี รายละเอียด โทร. 0 5322 1308 หรือ www.thailandmuseum.com

 

14. วัดศรีสุพรรณ อุโบสถเงินหลังแรกของโลก

 

   ถ้าพูดถึงแหล่งศิลปหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน หลายคนคงต้องนึกถึงชุมชนวัดศรีสุพรรณ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ถนนวัวลาย

    เพราะที่ชุมชนแห่งนี้ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมศาสตร์และศิลป์แขนงอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน และถ่ายทอดออกมาสู่สายตาของมวลชนในนามของ